ดนตรีไทย

posted on 14 Sep 2011 23:09 by armiiiii

ฆ้องวงใหญ่

ความเป็นมาของฆ้องวงใหญ่

 

            ฆ้องจัดได้ว่าเป็นเครื่องดนตรีที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานชนิดหนึ่ง

ในบรรดาเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงกันในปัจจุบัน และเป็นเครื่องดนตรีที่มีความสำคัญมา

ตั้งแต่โบราณ เป็นเครื่องดนตรีหลักของวงดนตรีไทย ทั้งในวงมโหรี และวงปี่พาทย์ โดย

ฆ้องได้มีหลักฐานการค้นพบ โดยมุ่งไปที่กลองมโหรทึก กลองมโหรทึก ถูกค้นพบครั้งแรก

ที่บริเวณตอนใต้ของประเทศจีนแถบมณฑลยูนานและมณฑลใกล้เคียง ต่อเนื่องลงมาถึง

เวียดนาม กัมพูชา ลาว พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย     (สมชาย รัศมี ,๒๕๔๑ : ๑๒)

 

            สิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า กลองมโหระทึกเป็นต้นกำเนิดของฆ้องก็เพราะโลหะที่ใช้ในการสร้าง

นั้นเอง โลหะที่ใช้ในการสร้างกลองมโหรทึก เป็นโลหะผสมแบบเดียวกับฆ้องที่ปรากฏอยู่ใน

ปัจจุบัน นอกจากลักษณะของเนื้อโลหะผสมแล้ว เส้นทางวิวัฒนาการของกลองมโหระทึกยัง

ผ่านการพัฒนาเป็นเครื่องดนตรีในตระกูลเดียวกัน แต่เปลี่ยนแปลงรูปร่างที่มีทิศทางมาใกล้

ฆ้องมาขึ้นนั้นคือการค้นพบ “กังสดาร” ซึ่งสร้างด้วยโลหะผสมแบบเดียวกันแต่รูปร่างเป็นแผ่น

กลมขนาดใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ เมตร พบที่วัดพระธาตุหริกุญไชย ในจังหวัดลำพูน คาด

ว่าน่าจะอยู่ราวศตวรรษที่ ๑๓ (อภิชาต ภู่ระหงษ์, ๒๕๔๐: ๑๖)

 

ซึ่งสุจิตต์ วงษ์เทศ ได้กล่าวถึงต้นกำเนินของฆ้องว่า(สุจิตต์ วงษ์เทศ, ๒๕๓๐ : ๙๔)

        “นักภาษาศาสตร์และนักนิรุกศาสตร์บางท่านกล่าวว่าชื่อ “ฆ้อง” มาจาก”ระฆ้อง” และเป็นคำเดียวกับคำว่า “ระฆัง” แต่ยังไม่มีหลักฐานแหล่งที่มาของคำคู่นี้ พระยาอนุมานราชธน เคยมีหนังสือกราบทูลสมเด็จ ฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ (เมื่อพ.ศ.๒๔๘๕ ในหนังสือบันทึกความรู้เรื่องต่าง ๆ) ถึงชื่อ “ฆ้อง” หรือ “ระฆ้อง” โดยไม่แน่ใจว่าจะมาจากคำมลายูว่า ragomg หรือไม่ และภาษาอังกฤษเองก็ยืมคำว่า gong จากคำว่า “ฆ้อง” ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ไปใช้ เพราะตำนานเรื่องฆ้องและระฆังของยุโรปมักระบุว่าไม่ใช้เครื่องมือของตะวันตกมาก่อน แต่ชาวตะวันตกรับแบบแผนไปจากตะวันออกจึงรับเรียกชื่อเรียกไปด้วย”

ซึ่งหลักฐานที่มาของฆ้องได้มีปรากฏดังต่อไปนี้คือ

          ภาพจำหลักหินพบที่ปราสาทหินนครวัด เป็นรูปขบวนแห่ มีฆ้องเป็นเครื่องดนตรี

ชนิดหนึ่งที่อยู่ร่วมกับขบวนแห่นั้นด้วย (อภิชาต ภู่ระหงษ์ , ๒๕๔๐ : ๑๘)

 

         ๑.             ศิลาจารึกวัดพระยืน มีความว่า (จำปา เยื้องเจริญ , ๒๕๒๒ :๗๙)

 

“วันท่านเจ้าจักเถิง วันนั้น ตนท่านพระยาธรรมิกราชบริพารด้วยฝูงราชโยธา มหาชนพลลูกขุนมนตรีทั้งหลาย ยายกัน ให้ถือกระทงข้างตอก ดอกไม้ ไต้ เทียน ตีพาทย์ ดังพิณ ฆ้อง กลอง ปี่สรไน พิสเนญชัย ทะเทียด กาหล แตรสังข์ มรทงค์ ดงเดือด เสียงเลิศเสียงก้อง อีกทั้งคนโห่อื้อดาสะท้านทั่วทั้งนครหริกุญไชย”

 

       ๒.            จารึกหินขอน พบที่บ้านหินขอน อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา จารึกลงบน

เสาสี่เหลี่ยม กว้าง ๓๒ เซนติเมตร ยาว ๒๑ เซนติเมตร สูง ๘๐ เซนติเมตร ภาษาสันกฤตและเขมร มีข้อความกล่าวถึงการสร้างสิ่งของต่าง ๆ ถวายไว้กับวัดเพื่อให้ผลบุญนำไปสู่พุทธภูมิ บรรทัดที่ ๑๒-๑๓ ระบุว่ามี ฆ้องสัมฤทธิ์ ๓ ใบ (สุจิตต์ วงษ์เทศ , ๒๕๓๒ : ๙๖)

 

       ๓.            จดหมายเหตุของ มองซิเอร์ เดอ ลา ลูแบร์ บันทึกไว้เมื่อ พ.ศ.๒๒๓๑ โดยได้

กล่าวถึงฆ้องไว้ว่า (สุจิตต์ วงษ์เทศ , ๒๕๓๒ : ๑๒๖)

 

“ลูกฆ้องนั้นล้วนผูกไว้ต่อ ๆ กันกับไม้สั้น ๆ ติดตั้งในทางราบอยู่บนขอนไม้รูปครึ่งวงกลม คล้ายกับกงล้อรถม้า ผู้เล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงศูนย์กลางหรือตรงที่ตั้งดุมล้อ แล้วตีลูกฆ้องนั้นด้วยไม้สองอัน ข้าพเจ้า เหมือนว่าเครื่องดนตรีชนิดนี้จะมีเพียงห้าระดับเสียงเป็นคู่กันไปเท่านั้น”

 

          สรุปได้ว่า ฆ้องได้มีต้นกำเนิดมาจากกลองมโหระทึกเพราะโลหะที่ใช้ในการสร้างนั้นเอง โลหะที่ใช้ในการสร้างกลองมโหระทึก เป็นโลหะผสมแบบเดียวกับฆ้องที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน นอกจากลักษณะของเนื้อโลหะผสมแล้ว เส้นทางวิวัฒนาการของกลองมโหระทึกยังผ่านการพัฒนาเป็นเครื่องดนตรีในตระกูลเดียวกัน แต่เปลี่ยนแปลงรูปร่างที่มีทิศทางมาใกล้ฆ้องมาขึ้น โดยลูกฆ้องนั้นล้วนผูกไว้ต่อ ๆ กันกับไม้สั้น ๆ ติดตั้งในทางราบอยู่บนขอนไม้รูปครึ่งวงกลมคล้ายกับกงล้อรถม้า อีกทั่งชื่อ “ฆ้อง” ได้สันนิฐานว่าน่าจะมาจากคำว่า”ระฆ้อง” ซึ่งเป็นคำเดียวกับคำว่า “ระฆัง” แต่ยังไม่มีหลักฐานแหล่งที่มาของคำคู่นี้ เพียงแต่มีหลักฐานว่ามีฆ้องเกิดขึ้นเพียงเท่านั้น

      

Comment

Comment:

Tweet